"51 VS 19"

posted on 02 Dec 2008 14:31 by hi-investor  in INformation
By nives

การ เป็นนักลงทุนนั้น เราจำเป็นต้องวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ที่อาจส่งผลต่อการลงทุนของเราได้ การเมืองเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง ที่เราต้องจับตามอง เพราะแม้ว่าโดยทั่วไปการเมือง มักจะไม่ช่วยส่งเสริมการลงทุนในตลาดหุ้น แต่มันอาจจะทำลายการลงทุนได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เรามีวิกฤติการเมืองที่ร้ายแรง ที่น่าเศร้าก็คือ มันเกิดขึ้นพร้อมๆ กับวิกฤติเศรษฐกิจ

 เรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ผมได้เขียนเปรียบเทียบกับวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ไปแล้ว ตอนนี้เราลองมาเปรียบเทียบวิกฤติการเมืองในขณะนี้กับเหตุวิกฤติที่คล้ายคลึง กัน ซึ่งผมคิดว่ามันคือวิกฤติการเมืองในช่วง 14  ตุลาคม 2516  ถึง  6 ตุลาคม 2519  ลองมาดูกันว่ามันเหมือนและต่างกันอย่างไร

ผมจะเริ่มจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ที่มาจากทหารโดยการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มคนที่นำโดยนักศึกษาที่เคลื่อน ไหวมาก่อนหน้านั้น และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนทั่วไป   เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ผมคิดว่าคล้ายๆ กับเหตุการณ์ปฏิวัติของทหารในเดือนกันยายน 2549 ที่ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่การปฏิวัติ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประท้วงโดยกลุ่ม "พันธมิตร" ที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง 

 หลังจากการ "ปฏิวัติประชาชน" 14 ตุลาคม และมีรัฐบาลใหม่ กลุ่มนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลไม่ได้หยุดการประท้วง หรือชุมนุมแต่การประท้วงกลับเข้มข้นขึ้น มีการจัดการและการ "ให้ความรู้" กระจายไปทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง โดยกลุ่มนักศึกษาที่มีความคิดเห็น "รุนแรง" ต้องการเห็น "ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน" ขจัดความชั่วร้ายในสังคม ที่มีการเอารัดเอาเปรียบ ต้องการสร้าง "สังคมใหม่" ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่า จะมีรูปแบบอย่างไร   

 แนวความคิดของกลุ่มนักศึกษานั้น ถ้าพูดในภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น "ฝ่ายซ้าย" ที่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าตามแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนราก หญ้า ซึ่งทั้งหมดก็สอดคล้องกับลักษณะของสมาชิกส่วนใหญ่ของกลุ่มที่เป็นนักศึกษา ที่มีอายุน้อย

 หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติกันยายน 2549 และมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรไม่ได้หยุดประท้วงหรือชุมนุมแต่การประท้วงกลับเข้มข้นขึ้น มีการจัดการและการ "ให้ความรู้" กระจายไปทั่วประเทศผ่านสื่อทันสมัยทุกรูปแบบรวมถึงทีวี โดยกลุ่มคนที่มีความคิดเห็น "รุนแรง" ต้องการขจัด "ความชั่วร้ายของนักการเมือง" ที่มาจากประชาชนส่วนใหญ่ ต้องการสร้าง "การเมืองใหม่" ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนว่าจะมีรูปแบบและที่มาได้อย่างไร  

แนวความคิดของกลุ่ม ถ้าพูดในภาษาวิชาการเรียกว่าเป็น "ฝ่ายขวา" หรือ "จารีตนิยม" ไม่ต้องการให้ประเทศเดินตามแนวทางสากลที่ "ไม่สอดคล้องกับสังคมไทย" ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของสมาชิกจำนวนมาก ของกลุ่มที่มีอายุค่อนข้างสูง

จากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงต่อเนื่องเป็นเวลานานหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ก็เกิดกลุ่มประชาชนโดยการสนับสนุนของฝ่ายรัฐออกมาต่อต้าน มีการเผยแพร่และชี้ให้เห็นถึงความ "เลวร้ายและความเสียหาย" ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มนักศึกษาฝ่ายซ้ายว่าจะนำประเทศไปสู่หายนะโดยผ่านสื่อ อย่างกว้างขวาง เช่นเดียวกัน ในปี 2551 ก็เกิดกลุ่มที่ออกมาต่อต้านกลุ่มพันธมิตรโดยน่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐ เช่นเดียวกัน และมีการเผยแพร่ "ความเลวร้ายและความเสียหาย" ที่เกิดขึ้นจากกลุ่มพันธมิตรว่า จะนำประเทศไปสู่หายนะโดยผ่านสื่ออย่างกว้างขวาง

ในช่วงหลังจาก 14 ตุลา 2516 ถึง 6 ตุลา 2519  ประชาชนมีความแตกแยกทางความคิดสูงมาก แม้แต่ในครอบครัวเดียวกันก็ยังมีปัญหา มีการทำร้ายกันและมีคนตายเป็นระยะๆ และมีการกล่าวหากันทั้งสองฝ่าย คนจำนวนมากห่วงว่าจะเกิดเหตุการณ์นองเลือดรุนแรง และอาจถึงกับทำให้ประเทศ "ล่มสลาย" บางคนคิดถึงเรื่องการเตรียมหนีออกจากประเทศถ้าสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เกิดขึ้น

ณ วันนี้ ในปี 2551 นี้ ประชาชนแตกแยกกันสูงมากไม่ต่างกับช่วง ตุลา 2516- ตุลา 2519 คนในบ้านเดียวกันที่มีความคิดเห็นต่างกัน มีให้เห็นจำนวนมาก ไม่ต้องพูดถึงเพื่อนฝูง หรือคนรู้จัก การทำร้ายกันถึงแก่ชีวิตก็เกิดขึ้นเป็นระยะเช่นเดียวกันและต่างก็กล่าวหากัน ตลอดเวลา คนจำนวนมากห่วงว่าเหตุการณ์นองเลือดจะเกิดขึ้น และอาจทำให้ประเทศ "ล่มสลาย" บางคนคิดในใจว่าถ้าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นเขาจะอยู่ที่ไหน

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์ "สงครามกลางเมือง" เกิดขึ้นระหว่างประชาชนสองฝ่าย การปฏิวัติเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งและบ้านเมืองเข้าสู่ "ยุคมืด" ที่ประชาชนไม่มีสิทธิทางการเมืองแบบประชาธิปไตยแบบสากล แต่หลังจากนั้นไม่นาน  บ้านเมืองก็กลับมาเป็นประชาธิปไตยอีกครั้ง และต่อมาจนถึงขณะนี้ แม้จะมีการสะดุดบ้างเล็กๆ น้อยเป็นระยะ

ในวันนี้ เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายมาก โดยเฉพาะถ้ามองจากประวัติศาสตร์เรากำลังเสี่ยงที่บ้านเมืองอาจจะต้องกลับไป สู่ "ยุคมืด" ในยุคที่โลกก้าวไปข้างหน้ามากมาย เมื่อเทียบกับสมัยเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ความเสี่ยงที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ ถ้าเราเข้าสู่ "ยุคมืด" จริง เราจะสามารถออกไปได้เร็วแค่ไหน หรือออกไม่ได้เลย 

ผมเขียนมาทั้งหมดนี้ อาจจะทำให้นักลงทุนหลายคนตกใจกลัว และคิดว่าเราควรจะลดความเสี่ยงโดยการขายหุ้นทิ้งให้หมด แต่ผมเองไม่ได้ขายหุ้นเลย เหตุผลก็คือ หุ้นมันได้ลงมาเยอะมากแล้ว ถ้าขายตอนนี้ก็จะขาดทุนมาก  

นอกจากนั้น สิ่งที่เรากลัวอาจจะไม่เกิดขึ้น โอกาสที่จะเกิดขึ้นอาจจะไม่มากอย่างที่เรากลัว และถ้ามันเกิดจริง หุ้นก็อาจจะไม่ตกลงไปอีกก็ได้ เพราะคนอาจคิดว่าเรื่องต่างๆ ที่เลวร้ายจะได้จบลงเสียที

เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ผมคิดว่า คนไทยผ่านชีวิตที่มีอิสรภาพมาพอสมควร ที่จะไม่ยอมสละสิ่งนั้นไปไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร และโลกสมัยใหม่ ไม่น่าจะมีประเทศที่มีระดับการพัฒนาเท่าประเทศไทยสามารถที่จะอยู่ใน "ยุคมืด" ได้ ดังนั้น   ถ้าผมถือหุ้นที่ดีแล้ว ผมก็จะยังถือมันต่อไป  Stay Calm, Stay Invest

your code here